krusomkhuan Article


พบหลักฐานดาวเคราะห์น้อยขนาด 30 กิโลเมตรชนโลกเมื่อ 3.4 พันล้านปีก่อน
20 พ.ค. 2559
รายงานโดย: วิมุติ วสะหลาย (wimut@hotmail.com)
พบหลักฐานของดาวเคราะห์น้อยขนาด 20-30 กิโลเมตรพุ่งชนโลกเมื่อ 3.5 พันล้านปีก่อนทางตะวันตกเฉียงเหนือของออสเตรเลีย พลังงานจากการชนรุนแรงยิ่งกว่าระเบิดนิวเคลียร์เป็นล้านลูก ทำให้เกิดแผ่นดินไหวและคลื่นยักษ์ที่รุนแรงในระดับที่พลิกโฉมธรณีวิทยาของโลกเลยทีเดียว

หลักฐานนี้ค้นพบโดย แอนดรู กลิกสัน และอาร์เทอร์ ฮิกแมน จากมหาวิทยาลัยออสเตรเลียนเนชันนัลหรือเอเอ็นยูในขณะที่ขุดสำรวจอยู่ในออสเตรเลีย ทั้งสองได้พบตะกอนที่เก่าแก่ที่สุดตัวอย่างหนึ่งของโลกที่ประกบด้วยชั้นของละอองแก้วที่เรียกว่าเม็ดกลมเล็ก ซึ่งเป็นแก้วที่เกิดจากไอระเหยของวัสดุที่กระเด็นออกมาจากการพุ่งชน

'พลังงานจากการพุ่งชนทำให้เกิดแผ่นดินไหวรุนแรงยิ่งกว่าแผ่นดินไหวที่เกิดขึ้นเองบนโลกหลายเท่า' ดร.กลิกสัน จากสถาบันดาวเคราะห์ของเอเอ็นยูกล่าว

หลักฐานการชนที่พบในครั้งนี้เป็นหลักฐานที่เก่าแก่เป็นอันดับสองเท่าที่เรารู้จัก และเป็นการชนที่รุนแรงที่สุดครั้งหนึ่งด้วย คาดว่าดาวเคราะห์น้อยที่ชนโลกในครั้งนั้นมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 20-30 กิโลเมตร นั่นหมายความว่ามีขนาดใหญ่กว่าดาวเคราะห์น้อยที่ชนโลกเมื่อ 65 ล้านปีก่อนที่เป็นสาเหตุที่ทำให้ไดโนเสาร์สูญพันธุ์ถึง 2-3 เท่า

การชนในครั้งนั้นย่อมทำให้เกิดหลุมที่มีเส้นผ่านศูนย์กลางหลายร้อยกิโลเมตร แต่เป็นไปไม่ได้ที่จะพบหลุมนั้นในปัจจุบัน ร่องรอยของหลุมที่มีอายุมากขนาดนั้นย่อมเลือนหายไปนานแล้ว ดังนั้นการจะหาจุดถูกชนที่แน่นอนจึงทำไม่ได้ แต่การชนทำให้วัสดุสาดกระเด็นออกไปทั่วโลก มีการพบเม็ดกลมเล็กปะปนอยู่กับตะกอนที่ก้นทะเลที่มีระบุอายุได้ว่าเก่าแก่ถึง 3.46 พันล้านปี

ตัวเลข 3.46 พันล้านปีมีนัยสำคัญ เนื่องจากใกล้เคียงกับยุคที่นักวิทยาศาสตร์เรียกว่า 'ยุคชนกระหน่ำครั้งหลังซึ่งเกิดขึ้นระหว่าง 4.1 ถึง 3.8 พันล้านปีที่แล้ว ช่วงเวลานี้คือยุคที่โลก ดวงจันทร์ และดาวเคราะห์ดวงอื่นในระบบสุริยะชั้นในถูกชนกระหน่ำด้วยดาวเคราะห์น้อยและดาวหาง สันนิษฐานว่าเกิดจากการที่ดาวเคราะห์ยักษ์ที่อยู่รอบนอกมีการเคลื่อนย้ายวงโคจร ส่งแรงดึงดูดรบกวนให้วัตถุในแถบดาวเคราะห์น้อยหลักและแถบไคเปอร์เสียสมดุลและเบี่ยงทิศทางการเคลื่อนที่เข้ามายังระบบสุริยะชั้นในซึ่งโลกอาศัยอยู่

หลักฐานของยุคชนกระหน่ำครั้งหลังมาจากการสำรวจอายุของหินบนดวงจันทร์ที่นำกลับมายังโลกโดยนักบินอวกาศในโครงการอะพอลโล นักวิทยาศาสตร์พบว่าหินจากดวงจันทร์ส่วนใหญ่มีอายุไล่เลี่ยกันอยู่ในช่วงแคบ ๆ จึงชื่อว่าช่วงเวลาดังกล่าวเป็นช่วงที่ดวงจันทร์ถูกชนจากดาวเคราะห์น้อยถี่กว่าปกติ จึงเรียกกันว่า 'ยุคชนกระหน่ำครั้งหลัง' 

โลกเราซึ่งอยู่ใกล้ ๆ กันก็ย่อมพบกับชะตากรรมเดียวกัน แต่บนโลกมีกิจกรรมทางธรณีวิทยาเช่นภูเขาไฟและการเลื่อนของแผ่นทวีปที่คอยลบเลือนรอยถูกชนให้หายไปตามกาลเวลา มีเพียงตะกอนจากวัสดุที่เป็นผลพวงจากการชนนั้นที่ยังเหลือเป็นหลักฐาน

เป็นเวลา 20 ปีมาแล้วที่คณะของกลิกสันและฮิกแมนเฝ้าค้นหาหลักฐานของการพุ่งชนดึกดำบรรพ์ คณะนี้ได้พบการชนที่มีอายุมากกว่า 2.5 พันล้านปีมาแล้ว 17 ครั้ง แต่นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าตัวเลขนี้เป็นเพียงยอดภูเขาน้ำแข็งเท่านั้น ตัวเลขที่แท้จริงน่าจะมีอยู่ถึงหลายร้อย

ภาพในจินตนาการการชนของดาวเคราะห์น้อยขนาด <wbr>10 <wbr>กิโลเมตรเมื่อ <wbr>65 <wbr>ล้านปีก่อน <wbr>ซึ่งเป็นสาเหตุให้ไดโนเสาร์สูญพันธุ์ <wbr>ดาวเคราะห์น้อยที่ชนโลกที่ออสเตรเลียตามหลักฐานที่พบล่าสุดมีขนาดใหญ่กว่านี้ <wbr>2-3 <wbr>เท่า<br />

ภาพในจินตนาการการชนของดาวเคราะห์น้อยขนาด 10 กิโลเมตรเมื่อ 65 ล้านปีก่อน ซึ่งเป็นสาเหตุให้ไดโนเสาร์สูญพันธุ์ ดาวเคราะห์น้อยที่ชนโลกที่ออสเตรเลียตามหลักฐานที่พบล่าสุดมีขนาดใหญ่กว่านี้ 2-3 เท่า
(จาก Don Davis/Southwest Research Institute)

เม็ดกลมเล็กที่ฝังอยู่ในชั้นตะกอน เกิดขึ้นจากการชนของดาวเคราะห์น้อย

เม็ดกลมเล็กที่ฝังอยู่ในชั้นตะกอน เกิดขึ้นจากการชนของดาวเคราะห์น้อย (จาก A. Glikson/Australian National University)

ภาพถ่ายของคาบสมุทรยูกาตันจากดาวเทียม แสดงหลุมอุกกาบาตชิกซูลุบอันเลือนลางที่เกิดจากดาวเคราะห์น้อยชนโลกเมื่อ 65 ล้านปีก่อน หลุมที่มีอายุนับพันล้านปีย่อมถูกลบเลือนไปโดยกาลเวลาไปนานแล้ว

ภาพถ่ายของคาบสมุทรยูกาตันจากดาวเทียม แสดงหลุมอุกกาบาตชิกซูลุบอันเลือนลางที่เกิดจากดาวเคราะห์น้อยชนโลกเมื่อ 65 ล้านปีก่อน หลุมที่มีอายุนับพันล้านปีย่อมถูกลบเลือนไปโดยกาลเวลาไปนานแล้ว (จาก NASA/JPL)

แผนภาพแสดงจำนวนของการชนโลกตามยุคต่าง ๆ ยุค 4.1-3.8 พันล้านปีก่อนมีจำนวนการชนเพิ่มขึ้นสูงกว่าปกติ เรียกว่ายุคชนกระหน่ำครั้งหลัง

แผนภาพแสดงจำนวนของการชนโลกตามยุคต่าง ๆ ยุค 4.1-3.8 พันล้านปีก่อนมีจำนวนการชนเพิ่มขึ้นสูงกว่าปกติ เรียกว่ายุคชนกระหน่ำครั้งหลัง (จาก NASA/ESA)

    ที่มา:

    ข่าวที่คล้ายกัน:

    อภิธานศัพท์

    เม็ดกลมเล็ก - spherule
    อนุภาคของหินและวูสไทต์ เกิดขึ้นจากการแข็งตัวของเศษอุกกาบาตซึ่งหลุดออกมาจากอุกกาบาตขณะเข้าสู่บรรยากาศโลก มีขนาดตั้งแต่ 10-200 ไมครอน
    ยุคชนกระหน่ำครั้งหลัง - late heavy bombardment
    ยุคระหว่าง 3.8-4.1 พันล้านปีก่อน เป็นช่วงเวลาที่มีดาวเคราะห์น้อยและอุกกาบาตชนโลกและดวงจันทร์ถี่กว่าปกติ
    สมาคมดาราศาสตร์ไทย - http://thaiastro.nectec.or.th


    รูปภาพที่เกี่ยวข้อง

    Size : 62.27 KBs
    Upload : 2018-02-09 23:42:17
    ติชม

    กำลังแสดงหน้า 1/0
    <<
    1
    >>

    ต้องการให้คะแนนบทความนี้่ ?

    0
    คะแนนโหวด
    สร้างโดย :


    krusomkhuan
    รายละเอียด Share
    สถานะ : ผู้ใช้ทั่วไป
    วิทยาศาสตร์


    STREE-KM © 2014

    Generated 0.604563 sec.